คุณสมบัติของหญิงที่จะสอบเข้าเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงแบ่งเป็น
2 ประเภท ดังนี้คือ
1. ข้าราชการตำรวจหญิง คือ
บุคคลที่เป็นข้าราชการตำรวจ หญิง รับราชการมาไม่น้อยกว่า 1 ปี
และอายุ ไม่เกิน 25 ปี สำหรับปีนี้รับ 10 อัตรา
2. นักเรียนหญิงบุคคลภายนอก
(จบชั้น ม.6 )
- หลักเกณฑ์สำคัญ อายุไม่ต่ำกว่า
16 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน
21 ปีบริบูรณ์
- จบชั้น ม.6 หรือเทียบเท่า
- ความสูง 160 ซม. ขึ้นไป
- สายตาไม่สั้น เกินกว่ากำหนด โดยประมาณ 50-100
- หากเรียนนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) มาจะมีคะแนนเพิ่มพิเศษในรอบ 2
ตามที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจกำหนด แต่ในการสอบภาควิชาการรอบแรกไม่มีผลใด
ๆ
สำหรับวิชาที่ใช้สอบจะครอบคลุมความรู้
ม.ปลายทั้งหมด มีดังนี้
วิชาคณิตศาสตร์ คะแนนเต็ม 200 คะแนน มี 40 ข้อ
วิชาวิทยาศาสตร์ ( ฟิสิกส์และเคมี) คะแนนเต็ม 200 คะแนน มี 40 ข้อ
วิชาภาษาไทย คะแนนเต็ม 200 คะแนน มี 40 ข้อ
วิชาภาษาอังกฤษ คะแนนเต็ม 200 คะแนน มี 40 ข้อ
หากสอบผ่านรอบแรกแล้วจะมีการสอบรอบสองดังนี้
ตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพที่
รพ.ตำรวจ
โดยจะแบ่งการตรวจร่างกาย ดังนี้
- ตรวจสายตา
ไม่สั้น ไม่เอียง ไม่ตาบอดสี
- ตรวจโรค
โดยไม่เป็นโรคร้ายแรงที่ขัดต่อระเบียบที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดไว้
- ตรวจปัสสาวะ
อุจจาระ และทำการตรวจปอด โดยการเอกซเรย์ร่างกาย
- ตรวจดูว่าร่างกายเรามีรอยสัก
หรือเจาะหูหลายรูหรือไม่
- ตรวจบุคลิกท่าทางลักษณะเหมาะสมกับการเป็นตำรวจ
และวัดขนาดความสูง ซึ่งจะต้องสูง 160
ซม.ขึ้นไป
ตรวจสอบประวัติ โดยจะส่งไปตรวจสอบที่สถานีตำรวจ
ว่าเคยมีประวัติคดี หรือประวัติอาชญากรรมหรือไม่ที่ภูมิลำเนาของตนเอง
การสอบพละศึกษาโดยจะแบ่งการสอบดังนี้
- ว่ายน้ำ
50 เมตร ภายในเวลา 3
นาที (ท่าใดก็ได้ขอให้ถึง)
- วิ่ง
1000 เมตร ภายในเวลา 7 นาที
การสอบสัมภาษณ์ ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
โดยคณะกรรมการจะพิจารณาจาก
ลักษณะท่าทาง ปฏิภาณ ไหวพริบ ทัศนคติ
ว่าเหมาะสมจะเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรหรือไม่
ซึ่งหลังจากที่เข้าไปเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงแล้วจะทำการฝึกและศึกษาให้เท่ากับนักเรียนนายร้อยตำรวจชาย
ข้อมูลด้านล่างนี้จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ในปีนี้แปลกหูแปลกตาไปจากปีก่อน ๆ โดยสิ้นเชิง
เนื่องจากนักเรียนนายร้อยตำรวจแบ่งเป็น
นักเรียนเตรียมทหารที่เข้ามาเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจชาย (นรต.ชาย) รุ่นที่
66 จำนวน 178 นาย และข้าราชการตำรวจที่สอบเข้ามาเป็น นรต.อีก 30 นาย และ
ที่ฮือฮาจะอยู่ในส่วนของ นรต. หญิง รุ่นที่ 1 จำนวน 70 นาย
ซึ่งนับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหลังจากที่ก่อ
ตั้งมา 107 ปี
โดยพวกเธอเข้ารายงานตัวโดยไม่มีใครถอดใจหรือสละสิทธิแม้แต่คนเดียว
รศ.พ.ต.อ.ดร.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
เล่าถึงชีวิตของนรต.หญิงภายใต้รั้วโรงเรียนนายร้อยตำรวจให้ฟังว่า
นรต.หญิงทั้ง 70 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรกเป็นบุคคลภายนอกที่มีอายุระหว่าง 16-21 ปี มีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่า ม.6
หรือเทียบเท่า จำนวน 60 คน ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นข้าราชการตำรวจหญิง
อายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ โดยนับถึงวันที่เปิดรับสมัครเหมือนกันทั้ง 2
กลุ่ม จำนวน 10 คน โดยมีความสูงไม่น้อยกว่า 160 ซม. สภาพ ร่างกายปกติ
สายตาไม่สั้นและตาไม่บอดสี
นรต.หญิงจะต้องผ่าน การสอบคัดเลือก ที่แบ่งเป็น 3 รอบ โดยรอบแรก
เป็นข้อเขียนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ รอบที่ 2
เป็นการสอบสมรรถภาพร่างกาย ด้วยการวิ่งระยะทาง 1,000 เมตร ภายในเวลา 7 นาที
และว่ายน้ำระยะทาง 50 เมตร ภายในเวลา 3 นาที สุดท้ายเป็นการสอบสัมภาษณ์
“เมื่อเข้ามาได้แล้วจะได้รับการฝึกอบรมร่วมกับ นรต. ชาย ทั้งด้านวิชาการ
ร่างกายและจิตใจ เป็นเวลา 4 ปี โดยในช่วงแรกก่อนเปิดภาคการศึกษา
มีการปรับพื้นฐานเตรียมความพร้อมในเรื่องของร่างกายและ จิตใจ
สร้างความเข้าใจเรื่องระเบียบและการใช้ชีวิตในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
การฝึกแบบธรรมเนียมตำรวจ อาทิ การยืน การเดินแถว การทำความเคารพ
รวมทั้งการอบรมด้านจริยธรรม อาทิ การเป็น
ข้าราชการตำรวจต้องคำนึงถึงเรื่องใดบ้าง”
จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ภาควิชาการ การฝึกยุทธวิธีของตำรวจ
ส่วนการฝึกภาคสนามนั้น นักเรียนชั้นปีที่ 1 จะฝึกการต่อสู้ป้องกันตัว
การยิงปืน การปราบปรามการก่อความไม่สงบ นักเรียน ชั้นปีที่ 2 จะฝึกโดดร่ม
ส่วนนักเรียนชั้นปีที่ 3 และ 4 จะเป็นการฝึกงานที่โรงพัก
ในเรื่องของการป้องกันปราบปราม รวมทั้ง งานสืบสวนสอบสวนร่วมด้วย
เมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้ยศ “ว่าที่ร้อยตำรวจตรี”จากนั้นประมาณ 6 เดือน
ถึงจะปลด คำว่า “ว่าที่” ออก เปลี่ยนเป็น “ร้อยตำรวจตรี”
ซึ่งจะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรทำหน้าที่เช่นเดียวกับ
ตำรวจชั้นสัญญาบัตรชาย
โดยเฉพาะหน้าที่ในส่วนของกฎหมายที่กำหนดให้บางเรื่องต้องใช้พนัก
งานสอบสวนผู้หญิง รวมทั้งคดี ที่ผู้หญิงเป็นผู้เสียหาย
คดีที่เด็กเป็นผู้เสียหายหรือการค้นตัวผู้ต้องสงสัยที่เป็นผู้หญิง
จำเป็นต้องให้ผู้หญิงเป็นคนค้นตัว
อีกทั้ง เรื่องยุทธวิธีตำรวจ ซึ่งในบางเรื่องต้องใช้ผู้หญิงในการทำงาน
อย่างเรื่อง การควบคุมฝูงชน การปราบจลาจล ซึ่งปัจจุบันม็อบในหลาย ๆ ครั้ง
จะเห็นว่า ใช้เด็กและสตรีเป็นแถวหน้า
ตรงนี้จึงเป็นเรื่องของความเหมาะสมในสถานการณ์ ดังกล่าว
รวมทั้งการใช้ผู้หญิง ในเรื่องการควบคุมฝูงชน
การป้องกันและการปราบปรามจลาจล ซึ่งจะทำให้ความรุนแรง
และความตึงเครียดลดน้อยลงได้
พ.ต.ท.สมพัฒน์ เภสัชชา ผู้บังคับกองร้อยที่ 1 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ
ในฐานะผู้ฝึกและผู้คุมนักเรียนตำรวจหญิง เล่าถึงกระบวนการฝึกให้ฟังว่า
แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้าน ร่างกาย โดยเริ่มฝึกจากเบาไปหาหนัก
เพราะในช่วงแรก ๆ เด็กอาจจะยังปรับสภาพไม่ได้ อีกเรื่อง คือ
เรื่องของท่าทางการฝึกแบบตำรวจที่มีอยู่หลายท่าด้วยกัน ทั้งฝึกท่าตรง
ท่าพัก ท่าอาวุธ ตรงนี้ต้องค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ ฝึกกันไป ซึ่งการฝึกจะมี 3
อย่างด้วยกัน คือ ฝึกบุคคล ท่ามือเปล่า ฝึกบุคคลท่าอาวุธ และการฝึกแถวชิด
ซึ่งเป็นการเรียกแถว การสั่งแถวเป็นรูปแถวขบวน
ส่วนด้านจิตใจ ฝึกให้มีความอดทนอดกลั้น เอาชนะ
สิ่งที่ไม่พอใจด้วยความนิ่งและพร้อมรับคำสั่ง เพราะต่อไปเมื่อเป็นตำรวจแล้ว
ประชาชนมีเรื่องอะไรจะต้องเก็บอารมณ์ได้ ไม่ฉุนเฉียวใส่ประชาชน
เนื่องจากแต่ละคนที่เข้ามามีปัญหาแตกต่างกันไป ฉะนั้นจึงเน้นเรื่องความอดทน
นิ่ง ใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาด้วยความยุติธรรม
มีทั้งยกตัวอย่างและ การปฏิบัติจริง เช่น เมื่อถึงเวลา ทานข้าวกลางวัน
หิวข้าวกันแล้ว อยากทานข้าว แต่จะยังไม่ให้ทานทันที เมื่อยกฝาชีออก
ตักข้าวใส่จานกำลังจะตักข้าวเข้าปาก ก็จะสั่งให้คัดฉากรอฟัง คำสั่ง
หิวก็หิวแต่ไม่ได้ทาน มองเห็นอาหารอยู่ตรงหน้าแต่ทาน ไม่ได้ โดยการฝึกต่าง ๆ
จะอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
“ช่วงที่จะรู้สึกท้อที่สุดจะอยู่ในช่วงปีที่ 1 เพราะทุกคนจะต้องปรับตัว
ปรับใจ ในการเข้ารับการเรียนแบบนักเรียนนายร้อยตำรวจ
อยู่ภายใต้กฎระเบียบของโรงเรียน ซึ่งบางคนต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก
อย่างเรื่องทรงผม เฉพาะ นรต. หญิงชั้นปีที่ 1
จะต้องตัดผมรองทรงเหมือนกันทุกคน เหตุผล คือ ทำความสะอาดง่าย
เพราะนรต.หญิงจะต้องพักรวมกัน 4 คนใน 1 ห้อง ภายในห้องจะ มี 4 เตียง
และห้องน้ำรวม 1 ห้อง ในการฝึกจะให้เวลาอาบน้ำและแต่งตัวค่อนข้างจำกัด คือ
ภายในครึ่งชั่วโมงต้องอาบน้ำแต่งตัวให้เสร็จ
ฉะนั้นการไว้ผมทรงนี้จะเป็นประโยชน์ในการฝึก ไม่ยุ่งยากในการดูแล
และไม่เป็นอุปสรรคในการฝึก ซึ่ง บางคนไม่อยากตัดก็ต้องตัดผมทรงนี้”
ด้าน ร.ต.อ.หญิง วงเดือน มุ่งชู หนึ่งในผู้ฝึก นรต. หญิง
เล่าถึงบรรยากาศบางส่วนของกิจวัตรในแต่ละวันให้ฟังว่า ทุกคนจะต้องนอน 4
ทุ่ม และในเวลาตี 5 ครึ่ง ต้องพร้อมในชุดพละลงมาด้านล่าง
โดยในขณะที่ตื่นขึ้น มาทำภารกิจส่วนตัวในตอนเช้าห้ามเปิดไฟ
การเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่าง ๆ
ต้องไม่ให้ผู้หมวดที่พักอยู่ที่ห้องด้านข้างได้ยิน เมื่อถึงเวลาตี 5
ครึ่งจะได้ยินเสียงออด จากนั้นประมาณ 5 นาที
ทุกคนต้องวิ่งมารวมแถวข้างล่างเพื่อเช็กยอด
“ใหม่ ๆ วิ่งได้ไม่ไกลก็จะเหนื่อยกันแล้ว ยังต้องปรับ
สภาพกันอยู่โดยจะให้วิ่งบ้าง มีการหมอบบ้าง
เพื่อให้หยุดพักแล้วค่อยให้วิ่งต่อ เสร็จแล้ว
จะมารวมตัวทำกายบริหารอีกประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้น จะแยกย้ายกันทานข้าว
เมื่อเสร็จจากทานข้าวจะกลับไปที่กองร้อยเพื่อทำภารกิจส่วนตัว
พร้อมกับทำความสะอาดห้องพักของตัวเองในเวลาครึ่งชั่วโมง
และลงมารวมตัวด้านล่างก่อนเข้ารับการฝึกด้านวิชาการในช่วงเช้าและฝึก
ยุทธวิธีตำรวจในช่วงบ่าย”
ชนกานท์ ส่องเนตร หรือน้องขิม สาวแกร่ง 1 ใน 70
คนที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็น นรต.หญิง รุ่นที่ 1
พูดถึงความรู้สึกให้ฟังว่า เมื่อเข้ามาเป็น นรต.หญิง ชีวิตเปลี่ยนไปในหลาย ๆ
เรื่อง เมื่อก่อนเป็นคนที่ไม่มีความอดทนเลย แม่บอกให้พับผ้าห่ม
ก็จะเป็นประเภท ที่ว่าเดี๋ยวก่อน เดี๋ยวค่อยทำ
แต่พอเข้ามาอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจจะฝึกทุกอย่าง
ตั้งแต่เตียงต้องปูให้ตึง ชนิดที่ว่าโยนเหรียญลงไปแล้วต้องเด้งขึ้นมา
ผ้าปูที่ นอนต้องเรียบ มุมทั้งสี่ต้องตึงเสมอกัน
ผ้าห่มต้องพับให้เรียบร้อย ตู้เสื้อผ้าต้องจัดเรียงตามอาวุโสของชุด
วางไม้แขวนเสื้อต้องมีระยะห่างที่เท่ากัน ทุก อย่างเป็นระเบียบหมด
แต่ถ้ามานั่งคิดดูในความมีระเบียบเหล่านี้ก็จะแฝงไปด้วยแง่มุมต่าง ๆ
ที่ในตอนแรกค้านและรู้สึกว่าทำไมจะต้องทำขนาดนี้ด้วย
เมื่อมาใช้จริงจึงรู้ว่าจะได้หยิบใช้ง่าย รวดเร็ว อะไรหายไปก็จะรู้ได้ทันที
ส่วนการออกกำลังกาย เมื่อก่อนวิ่งได้ไม่นานก็จะเหนื่อยแล้ว
พอปรับตัวได้เริ่มชินและไม่รู้สึกเหนื่อยมากนัก เป็นการสอนให้รู้จักอดทน
อีกทั้ง ยังทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ต่อไป
เมื่อต้องปฏิบัติหน้าที่จริงจะได้ไม่เป็นอุปสรรคในการทำงาน
“เมื่อเรียนจบตั้งใจไว้ว่าจะเข้าไปช่วยเหลืองานของตำรวจในด้านสตรี
เด็กและคนชรา เนื่องจากปัจจุบันปัญหาเหล่านี้มีเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะปัญหาสตรี ในบางเรื่อง บางปัญหา
ผู้หญิงจะเข้าใจผู้หญิงด้วยกันมากกว่าผู้ชาย คดีต่าง ๆ
จะได้คลี่คลายลงหรือเป็นประโยชน์กับรูปคดีมากขึ้น”ขิมกล่าวถึงความมุ่งมั่น
ให้ฟัง
|