Sniper
พลแม่นปืน หรือ พลซุ่มยิง (Sniper
หรือ Sharpshooter) เจ้าของสมยานาม “One Shot, One Kill” หรือ “หนึ่งนัด หนึ่งสังหาร” มีประจำการในสองหน่วยงานหลักๆ
คือ การทหาร (นิยมเรียกว่า Sniper) และ ตำรวจ (มักเรียกว่า Sharpshooter)
อาวุธประจำกายของพลซุ่มยิงเป็นปืนยาวความแม่นยำสูงติดกล้องเล็ง
(High-precision rifles with scope) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปืนระบบ Bolt
action (ปืนยิงทีละนัด บรรจุกระสุนและคัดปลอกกระสุนด้วยมือ) แม้ปัจจุบันจะมีปืนซุ่มยิงแบบกึ่งอัตโนมัติ
(Semi-auto sniper rifles) แต่มีข้อจำกัดบางประการจึงยังไม่นิยมมากนัก
คำ
ว่า Sniper นั้นเริ่มใช้กันมาตั้งแต่ปี
ค.ศ. 1824 โดยเรียกทหารอังกฤษในอินเดียซึ่งสามารถยิงปืนได้แม่นยำ
(ขณะนั้นกีฬายิงนก Snipe นิยมมากและผู้ที่ยิงได้ดีจึงถูกเรียกว่า
Sniper) ในอเมริกาคำว่า Sniper ถูกนำมาใช้ภายหลังสงครามกลางเมือง
(American civil war, ค.ศ. 1861-1865) โดยความรู้ในเรื่องการซุ่มยิงและการพลางตัวได้นำมาจากนายพรานล่าสัตว์ในช่วง
แรกและมีการพัฒนาต่อมาเพื่อใช้ในการสงคราม

ปืนยาวติดกล้องเล็งซึ่งใช้ใน การซุ่มยิงถูกใช้ครั้งแรกโดยทหารเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่
1 (ค.ศ.
1914-1918) ต่อมาอังกฤษจึงได้จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมพลแม่นปืนขึ้นครั้งแรกในปี
ค.ศ. 1915 บทบาทของพลซุ่มยิงเด่นชัดมากขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่
2 (ค.ศ. 1939-1945)

การ ฝึกพลซุ่มยิงสำหรับตำรวจเริ่มหลังจากเหตุการณ์จับตัวประกันที่ประเทศเยอรมัน
ในปี ค.ศ. 1972 (ขณะนั้นมีเพียงพลซุ่มยิงของทหารเท่านั้น
แต่กฎหมายภายในประเทศห้ามทหารปฏิบัติการในเขตเมืองเป็นอันขาด ทำให้มีตัวประกันเสียชีวิตจำนวนมาก
หลังจากนั้นกรมตำรวจทั่วโลกก็เริ่มเห็นความสำคัญของพลซุ่มยิง จึงได้มีการฝึกอบรมในเวลาต่อมา)
พล ซุ่มยิงเหล่านี้มีความแตกต่างกันในภาระหน้าที่ตามแต่ลักษณะงาน
เช่น ในการทหารพลซุ่มยิงมักใช้ในยามสงครามเป็นส่วนใหญ่เป็นการยิงที่ระยะไกลกว่า 1 ก.ม. จนถึง 2 ก.ม.
(แต่สถิติไกลสุดอยู่ที่ระยะ 2,475 เมตร โดยทหารอังกฤษนาม Craig
Harrison เมื่อ พ.ย. พ.ศ. 2552 ที่ประเทศอัฟกานิสถาน)
ส่วนพลซุ่มยิงของตำรวจมักเป็นการยิงในเขตเมืองที่ระยะไม่เกิน 1 ก.ม. โดยส่วนใหญ่เป็นการยิงเพื่อช่วยเหลือตัวประกัน ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายหากการเจรจากับคนร้ายล้มเหลว
เนื่องจากเป็นการยิงเพื่อสังหารคนร้ายโดยเฉพาะ

มีคติพจน์ประจำพลซุ่มยิงของตำรวจอเมริกา ว่า “Be prepared to take a life to safe a life หรือ
เตรียมที่จะคร่าหนึ่งชีวิต เพื่อช่วยหนึ่งชีวิต”
พลซุ่มยิงของตำรวจมักยิงในระยะใกล้กว่าของ
ทหาร โดยส่วนใหญ่มักยิงในระยะ 50 ถึง 100 เมตร โดยพลซุ่มยิงนั้นมีประจำอยู่เฉพาะในหน่วยปฏิบัติการพิเศษเท่านั้น
เช่น หน่วย SWAT หรือหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย
(สำหรับประเทศไทยก็คือ หน่วยอรินทราช 26 และ หน่วยนเรศวร 261)
ลักษณะงานมักเป็นการยิงจากอาคาร หรือที่หลบซ่อนระยะไกลไปยังเป้าหมาย

ในการปฏิบัติงานของพลซุ่มยิงมักประกอบด้วยสองคน (Two-man sniper team) คือ พลปืน (a
shooter) กับพลชี้เป้า (a spotter) โดยปกติพลชี้เป้าจะเป็นคนซึ่งมีประสบการณ์มากที่สุดและอาจเปลี่ยนตำแหน่งกัน
ได้หากอีกคนอ่อนล้า พลชี้เป้าจะช่วยกำหนดเป้าหมาย บอกระยะห่างของเป้าหมาย ความแรงและทิศทางลม
การเล็งเป้าชดเชย หากยิงในระยะที่ไกลมากๆต้องคำนึงถึงอัตราการหมุนของโลกด้วย ส่วนพลปืนมีหน้าที่ปฏิบัติตามและทำการยิงให้ดีที่สุด
(มักยิงหลังหายใจเข้าเต็มที่แล้วหายใจออกจนสุดและกลั่นหายใจไว้ อีกทั้งยิงในระหว่างจังหวะการเต้นของหัวใจ
โดยใช้อุ้งนิ้วชี้ในการเหนี่ยวไกเพื่อความเที่ยงตรงมากที่สุด)
หน้าที่ของพลซุ่มยิงมี 2 ประการหลักๆ คือ
1. ทำลายเป้าหมาย โดยมักเป็นการยิงในระยะไกลจากที่ซ้อนเพื่อกำจัดเป้าหมายหรือทำให้บาดเจ็บ
(ขึ้นกับจุดประสงค์) พลซุ่มยิงจึงต้องฝึกการยิงในสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน
(มีอุปกรณ์เสริมช่วยให้ยิงกลางคืนได้แม่นยำ)
ในสภาพป่าหรือในเขตเมือง ในสภาพความเครียดและความกดดันทางจิตใจสูง เลือกหาตำแหน่งในการซุ่มยิงที่เหมาะสม
2. หาข่าว โดยการพลางตัวเข้าไปในพื้นที่ใกล้เป้าหมายเพื่อหาข่าวและทำการซุ่มยิงเมื่อ
ได้รับคำสั่ง คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของศัตรูอยู่ห่างๆและรายงานกลับมาให้ผู้บังคับบัญชา
เพื่อวางแผน ดังนั้นผู้ที่ฝึกเป็นพลซุ่มยิงจึงต้องฝึกการพลางตัวเพื่อสอดแนมฝ่ายศัตรู
ทั้งกลางวันและกลางคืน การเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมายโดยไม่ให้ศัตรูรู้ตัว จึงต้องเป็นผู้ที่มีความอดทนสูงมาก
ท่ายิงที่ให้ความแม่นยำสูงสุด คือ ท่านอนคว่ำโดยหนุนลำกล้องปืนด้วยถุงทราย
อาวุธปืนที่ใช้ก็ขึ้นกับหน่วยงานและลักษณะงานที่ใช้ซึ่งมีความแตกต่างกันใน แต่ละประเทศ

ผู้
ที่จะเข้ารับการฝึกเป็นพลแม่นปืนหรือพลซุ่มยิงนั้น จะมีการคัดเลือกกันอย่างเข้มข้นเนื่องจากรัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการ
ผลิตพลซุ่มยิงที่เชี่ยวชาญแต่ละคน อีกทั้งอุปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นปืน กระสุนหรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆก็มีราคาแพง
ดังนั้นพลซุ่มยิงในแต่ละหน่วยงานจึงมีจำนวนไม่มากนัก (ในประเทศไทยพลซุ่มยิงมีในหน่วยปฏิบัติการพิเศษของทุกเหล่าทัพและตำรวจ)

ดังนั้นการซุ่มยิงในระยะ ไกลนั้นไม่เพียงแต่จะต้องมีอุปกรณ์ที่ดีมีราคาแพงแล้ว
ยังต้องมีพลซุ่มยิงที่มีความสามารถและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีด้วย

สุดท้ายนี้ทุกครั้งที่จับปืนหรือรับข้อมูลข่าวสารขอให้มี
“สติ”
เรียบเรียงโดย Batman
อ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจากบทความเรื่อง
Sniper Tidbits ของ snipercentral.com
และ Wikipedia |